ข้อวัตรปฏิบัติในองค์พ่อแม่ครูอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺตมหาเถระ

ข้อวัตรปฏิบัติในองค์พ่อแม่ครูอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺตมหาเถระ
ในยุควัดป่าบ้านหนองผือนาใน อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร

(ถอดจากหนังสือชีวประวัติหลวงปู่หล้า เขมปตฺโต)
และกัณฑ์เทศน์ของหลวงปู่หล้า เขมปตฺโต วัดภูจ้อก้อ อ.หนองสูง จ.มุกดาหาร

อุปนิสัยขององค์หลวงปู่มั่น ภูริทัตตมหาเถระ

โดยปกติแล้วองค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ด้วยองค์ท่านเป็นคนร่างเล็ก ปราดเปรียว คล่องแคล่วว่องไว ฉลาดหลักแหลม มีนิสัยเด็ดเดี่ยวรักสันโดษ ชอบความสงบวิเวก ไม่เกลื่อนกล่นด้วยผู้คน ดังนั้นเกือบตลอดช่วงชีวิตขององค์ท่านจึงถือได้ว่าองค์ท่านแสวงหาโมกขธรรมตามป่าตามเขา จาริกธุดงค์ไปเรื่อยๆไม่อยู่ติดถิ่นที่อยู่ และชอบไปองค์เดียว ไม่มีพระคอยติดตามรับใช้อุปัฎฐาก ดังนั้นจะสังเกตได้ว่า ไม่ว่าองค์ท่านจะจรธุดงค์ไปในทิศทางใด องค์ท่านจะไม่สร้างวัดเลยแม้แต่วัดเดียว หรือไม่สร้างถาวรวัตถุใดๆเลย ด้วยเพราะองค์ท่านให้ความสำคัญกับการสร้างจิตใจของคนเป็นหลัก เน้นการปฏิบัติละกิเลสเป็นสำคัญ หากสถานที่ใดที่องค์ท่านอยู่พักอาศัยไปสักระยะ และเริ่มมีญาติโยมเข้ามาเกี่ยวพันมากขึ้น องค์ท่านจะมีอุบายเลี่ยงและจรไปที่อื่น โดยไม่ให้เสียน้ำใจแก่ศรัทธาญาติโยม

เว้นไว้คือ ในช่วงท้ายวัยชราขององค์ท่าน คือยุคที่องค์ท่านรับนิมนต์จากท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) ให้กลับมาพำนักอยู่ทางภาคอีสาน เพื่อโปรดญาติโยมทางภาคอีสาน ด้วยว่าองค์ท่านได้อยู่พำนักที่แถบภาคเหนือก็ประมาณ ๑๑ เกือบ ๑๒ ปีแล้ว องค์ท่านจึงได้รับนิมนต์และกลับลงมาพักอาศัยอยู่ทางภาคอีสานอีกครั้งหนึ่ง

ช่วงแรกนั้น องค์ท่านมาพักจำพรรษาอยู่แถวจังหวัดอุดรธานี ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๘๓ ณ วัดป่าโนนนิเวศน์ ประมาณ ๒ ปี และหลังจากนั้นก็ไปจำพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านโคกนามน อำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร อยู่ประมาณ ๓ ปี แล้วหลังจากนั้นองค์ท่านก็ย้ายมาพำนักอยู่ที่วัดป่าบ้านหนองผือนาใน อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นวัดที่หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร พร้อมชาวบ้านหนองผือนาใน สร้างไว้เพื่อถวายองค์ท่าน นับว่าองค์ท่านอยู่พักที่สถานที่แห่งนี้เป็นเวลานานที่สุดในชีวิตสมณเพศขององค์ท่าน ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๘ – พ.ศ. ๒๔๙๒ (ช่วงวาระ ๕ ปีสุดท้ายของช่วงชีวิตในวัยชรา) ซึ่งสถานที่แห่งนี้ถือว่าเป็นสถานที่ที่สำคัญสำหรับพระเณรในวงศ์กรรมฐานของเมืองไทยก็ว่าได้ ด้วยว่าเป็นช่วงที่องค์ท่านได้ทอดสะพานให้กุลบุตรลูกหลานทั้งพระเณรและฆราวาสได้เข้ามาศึกษาอบรมถึงข้อวัตรปฏิบัติที่ถูกต้องอย่างจริงจังกับองค์ท่าน และเป็นสถานที่ที่องค์ท่านรับพระเณรไว้ศึกษามากที่สุด (โดยปกติองค์ท่านจะรับไม่เกิน ๗ - ๘ องค์ แต่บางปีจะรับไว้จำพรรษาด้วยราวๆ ๒๐องค์)

หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต เริ่มอาพาธหนักในช่วงฤดูแล้งของปี พ.ศ. ๒๔๙๒ จนตลอดในพรรษาของปีนั้นอาการอาพาธก็ไม่ทุเลาลง แต่กลับเป็นมากขึ้น องค์ท่านได้เปรยกับคณะลูกศิษย์เสมอๆว่า การป่วยอาพาธครั้งนี้เป็นการป่วยอาพาธครั้งสุดท้ายขององค์ท่าน พอออกพรรษาในปีนั้น คณะศิษยานุศิษย์จึงกราบอาราธนานิมนต์ให้องค์ท่านเข้าไปรับการรักษาในตัวเมืองจังหวัดสกลนคร เมื่อองค์ท่านรับพิจารณาแล้วองค์ท่านก็รับอย่างฝืดๆ คณะศิษยานุศิษย์จึงได้ร่วมปรึกษาหารือกัน และวางแผนการเคลื่อนย้ายองค์ท่านด้วยขบวนเกวียนผ่านบริเวณทุ่งนาป่าเขา จากวัดป่าหนองผือนาใน ระหว่างทางได้แวะพัก ณ วัดป่ากลางโนนภู่ประมาณ ๑๐ วัน อาการอาพาธขององค์ท่านทรุดลงมากยิ่งขึ้น องค์ท่านจึงให้เร่งการเดินทางเพื่อนำองค์ท่านไปยังวัดป่าสุทธาวาสโดยเร็ว ในระหว่างการเดินทางจากวัดป่ากลางโนนภู่ไปวัดป่าสุทธาวาส มีทีมแพทย์มารับพร้อมรถยนต์ และนำองค์ท่านล่วงหน้าไปก่อน เมื่อไปถึงวัดป่าสุทธาวาสก็พลบค่ำพอดี แพทย์ได้ฉีดยาถวายการรักษาพร้อมถวายยาช่วยให้พักได้ องค์ท่านมีสภาพอ่อนเพลียมากจนในที่สุดองค์ท่านก็ได้ละสังขารในช่วงดึกของวันนั้น ซึ่งตรงกับวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๒ เวลา ๐๒ : ๒๓ น. สิริรวมอายุ ๘๐ ปี

ดังนั้นจึงถือได้ว่ายุคสมัยที่องค์ท่านได้อบรมสั่งสอนศิษยานุศิษย์ทั้งพระทั้งฆราวาสมากที่สุด คือยุคที่องค์ท่านพำนักอยู่ ณ วัดป่าบ้านหนองผือนาใน อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร ซึ่งยุคสมัยนั้นจะมีพระภิกษุที่มาพักจำพรรษาอยู่กับองค์ท่าน ซึ่งองค์ท่านจะเป็นผู้พิจารณาเอง ว่าจะรับหรือไม่รับพระองค์ไหน คร่าวๆท่านจะรับไว้ในพรรษา ประมาณ ๑๐-๑๕ รูป ไม่เกินนี้ นอกนั้นจะเป็นพระที่ต้องการรับการสั่งสอนอุบายธรรมจากองค์ท่าน ก็จะแวะเวียนมากราบเรียนถามกับองค์ท่าน แล้วก็กลับไปภาวนาเอง เมื่อติดขัดอันใดในการภาวนา ค่อยมากราบเรียนถามกับองค์ท่านอีกครั้ง เป็นเช่นนี้เสมอๆ ดังนั้นข้อวัตรปฏิบัติที่พระภิกษุสายกรรมฐานขององค์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต จึงอาจจะกล่าวได้ว่า ส่วนมากได้จากการมาอาศัยในร่มพระบารมีขององค์ท่านในยุควัดป่าหนองผือนาใน และถือปฏิบัติเป็นธรรมเนียมของพระสายวิปัสสนากรรมฐานป่า มาจวบจนปัจจุบันนี้ ซึ่งในที่นี้พอจะรวบรวมข้อวัตรปฏิบัติและปฏิปทาที่เป็นแนวทางพาดำเนิน ขององค์พ่อแม่ครูอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทัตตมหาเถระ โดยรวบรวมจากหนังสือและถอดจากเสียงกัณฑ์เทศน์ขององค์หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต ผู้ซึ่งเคยเป็นพระอุปัฎฐากอย่างใกล้ชิดขององค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ในยุคบ้านหนองผือนาใน ได้คร่าวๆดังนี้

กิจวัตรและข้อวัตรปฏิบัติต่อองค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต

๑. องค์พ่อแม่ครูอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโต องค์ท่านจะตื่นประมาณตี ๓ เพื่อลุกขึ้นมาทำภารกิจส่วนตัวประจำวันต่างๆ เช่น ล้างหน้าแปรงฟัน พอทำภารกิจส่วนตัวแล้วเสร็จ องค์ท่านก็จะสวดมนต์ทำวัตรเช้าอยู่ภายในกุฏิ การสวดมนต์ขององค์ท่านจะสวดอย่างเงียบๆ และจะใช้เวลาสวดมนต์ประมาณ ๒ ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย

๒. หลังสวดมนต์ องค์ท่านจะลงเดินจงกรม จนได้เวลาบิณฑบาต จึงจะออกบิณฑบาตไปในหมู่บ้าน โดยในระหว่างที่องค์ท่านเดินจงกรมนั้น พระอุปัฎฐากที่มีหน้าที่รับบาตร ก็จะไปรับเอาบาตร เอากาน้ำ ที่อยู่ภายในกุฏิขององค์ท่าน มาวางไว้ ณ หอฉัน ส่วนพระอุปัฎฐากองค์อื่นๆก็จะทำหน้าที่ของตนเอง โดยไม่ก้าวก่ายหน้าที่ของกันและกัน เช่น บางองค์เทกระโถน บางองค์ทำความสะอาดห้อง ที่นอนขององค์ท่านเป็นต้น การทำก็จะทำอย่างเงียบๆ และรวดเร็วคล่องแคล่ว หากพระองค์ไหนอาพาธ ไม่สามารถมาปฏิบัติหน้าที่ได้ หรือไม่ลงฉันเพราะอดอาหาร เพื่อต้องการการปฏิบัติภาวนาให้ต่อเนื่อง หรือด้วยเหตุอื่น เช่นเจ็บป่วยอาพาธ ก็จะต้องแจ้งหมู่เพื่อนพระเอาไว้ให้ทราบก่อน เผื่อเวลาองค์ท่านถาม จะได้กราบเรียนตอบได้ถูกต้อง ว่าองค์ไหนไปไหน ทำอะไร อย่างไร มิใช่หายไปเฉยๆโดยไม่บอกกล่าวใคร

โดยปกติเรื่องการดูแลในกุฏิ องค์ท่านจะปัดกวาดดูแลเองอยู่แล้ว แต่ด้วยความเอื้อเฟื้อ เพื่อให้พระเณรได้ศึกษาเรียนรู้ ถึงการปฏิบัติหรือรับทราบถึงขนบธรรมเนียม ของพระสายกรรมฐาน ที่ลูกศิษย์ต้องปฏิบัติต่อครูต่ออาจารย์ด้วยความเคารพ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นกุศโลบาย ที่สามารถลดทิฎฐิมานะของพระลงได้ สิ่งสำคัญที่องค์ท่านเน้นมาก คือ การรักษาความสะอาด ความเป็นระเบียบ สิ่งของอันใดที่องค์ท่านวางไว้ตรงไหนแล้ว เมื่อทำความสะอาดเสร็จ ต้องวางไว้ที่เดิม ห้ามเคลื่อนย้ายเปลี่ยนที่โดยเด็ดขาด

๓. พระองค์อื่นๆ ที่มีหน้าที่เตรียมศาลา ปัดกวาดหอฉัน เตรียมอาสนะ กาน้ำ ก็จะเตรียมไว้ตามหน้าที่ การทำข้อวัตรจะต้องทำแบบเงียบๆ ไม่เสียงดัง ไม่คุยกัน ไม่สนทนากันถ้าไม่จำเป็น เพราะขณะทำข้อวัตร ต่างองค์ก็จะต่างภาวนาไปด้วยในขณะทำข้อวัตรนั้นๆ โดยในสมัยนั้น ยังใช้กระบอกไม้ไผ่ทำเป็นกระโถนอยู่ ทั้งวัดมีกระโถนทองเหลืองอยู่ใบเดียว นั่นคือ ของพ่อแม่ครูอาจารย์ใหญ่มั่น

ภาพกุฏิของพระในวัดป่าหนองผือนาใน จ.สกลนคร

ภาพกุฏิของพระในวัดป่าหนองผือนาใน จ.สกลนคร

ภาพกุฏิหลวงปู่มั่น ณ วัดป่าหนองผือนาใน จ.สกลนคร

๔. เมื่อได้เวลาอรุณออกบิณฑบาต องค์หลวงปู่จะห่มจีวรซ้อนผ้าสังฆาฏิทุกครั้ง ยกเว้นไว้แต่วันที่ฝนตกฟ้าครึ้มก็จะห่มเฉพาะจีวรชั้นเดียวไม่ซ้อนผ้าสังฆาฏิ ซึ่งจีวรและผ้าสังฆาฏิขององค์ท่าน จะติดรังดุมไว้ทั้งด้านบนและด้านล่าง เพื่อสลับกันห่มขึ้นลงในแต่ละวัน เพื่อเป็นการถนอมผ้าให้ใช้ได้นานมากขึ้น พระอุปัฎฐากองค์ที่ช่วยห่มผ้า ต้องมีสติจดจำ ว่าวันไหนเอาด้านไหนขึ้น วันถัดมาต้องสลับเปลี่ยนด้านขึ้นลงให้ถูกต้อง

๕. การเดินบิณฑบาต พระสงฆ์จะเดินเรียงแถวออกไปรับบิณฑบาตในหมู่บ้าน โดยเดินเรียงตามอายุพรรษาจากมากไปหาน้อย องค์หลวงปู่มั่นองค์ท่านจะให้ความสำคัญกับข้อการบิณฑบาตเป็นอย่างมาก เมื่อขณะแข็งแรงองค์ท่านจะเดินบิณฑบาตไปในหมู่บ้าน เมื่ออ่อนกำลังลงมา องค์ท่านก็จะไปบิณฑบาตใกล้บริเวณชายบ้าน ขยับเข้ามาอีกก็จะออกบิณฑบาตบริเวณหน้าวัด เมื่ออ่อนแรงลงอีกก็บิณฑบาตหน้าศาลาหอฉัน จนองค์ท่านอ่อนแรงมาก ค่อยวางบาตรบนศาลาและฉันพร้อมหมู่พระในศาลา

๖. ขณะเดินบิณฑบาต พระสงฆ์จะไม่พูดคุยกัน ให้สำรวมกาย วาจา และบริกรรมภาวนาไปในตัวเพราะหากพูดคุย อาจกระเทือนถึงพระบางองค์ที่ท่านกำลังภาวนาอยู่ การหยุดรับอาหารจากญาติโยม ก็จะหยุดยืนรับอาหารด้วยอาการสำรวม

๗. ในยุคนั้นชาวบ้านหนองผือนาใน เวลาจะใส่บาตร จะปูผ้าขาวเรียบวางเป็นแนวยาว ตามริมถนนและนั่งเรียงกันเป็นระเบียบ พอใส่บาตรเสร็จ โยมจะนั่งเรียงกัน รับพรพร้อมกัน โดยพระภิกษุที่เข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน องค์ท่านจะให้แบ่งออกไปบิณฑบาตเป็น ๓ สาย เสร็จแล้วแต่ละกลุ่มแต่ละสายก็จะเดินกลับเข้าวัด ด้วยอาการสำรวม ไม่เดินคุยกัน หรือเดินเรียงแถวหน้ากระดาน ส่วนองค์หลวงปู่มั่นจะเดินกลับเข้าวัดเป็นองค์สุดท้ายพร้อมกับพระติดตามเพื่อช่วยถือรับบาตรช่วยองค์ท่านเพียง ๑ องค์

๘. ภายในวัดจะมีโยมผู้ชายมารอรับบาตรพระเถระ และจะมาวันละ ๔-๕ คน ไม่ขาด

๙. พระผู้มีพรรษาน้อย ที่กำลังถือนิสัยอยู่และสามเณร ต้องรีบเดินกลับให้ถึงวัดก่อนพระเถระ เพื่อจะได้ทันรับใช้ข้อวัตรครูบาอาจารย์ เช่น ล้างเท้า เช็ดเท้า ก่อนที่พระเถระจะเข้าศาลา พร้อมรับผ้าสังฆาฏิ ผ้าจีวร ไปตากผึ่งแดดไว้ หรือช่วยเตรียมอาหารใส่ลงในบาตรของพระเถระ

๑๐. ในฤดูเข้าพรรษากาล พระสงฆ์และสามเณร เมื่อเดินเข้าเขตวัดแล้ว จะไม่รับอาหารที่ตามมาใส่บาตรอีกด้วยว่าเป็นธุดงควัตรที่พระได้สมาทานปฏิบัติไว้แล้ว ซึ่งชาวบ้านจะทราบข้อปฏิบัติอันนี้ดี

๑๑. การจัดแต่งอาหารลงในบาตรขององค์หลวงปู่ ให้สังเกตดูจริตขององค์ท่าน ว่าฉันอาหารประเภทไหน ฉันผักประเภทไหน วันไหนองค์ท่านฉันได้มากได้น้อย แล้วธาตุขันธ์องค์ท่านเป็นอย่างไรเหมาะสำหรับอาหารที่จัดถวายหรือไม่ บางองค์ก็จะจัดอาหารใส่ภาชนะเพื่อถวายองค์ท่าน โดยวางไว้ข้างๆองค์ท่าน แล้วแต่องค์ท่านจะเลือกพิจารณาอาหารใส่บาตรเอง

๑๒. พระสงฆ์ เมื่อจัดอาหารใส่บาตรตนเองเสร็จ ต้องช่วยกันแจกอาหารใส่ในบาตรของพระองค์อื่นด้วย โดยแบ่งปันอาหารแก่กันโดยเอื้อเฟื้อหากองค์ไหนไม่รับอาหารท่านจะปิดฝาบาตรไว้แล้วเอาผ้าวางทับไว้ด้านบนซึ่งจะเป็นอันรู้กันว่าองค์นั้นท่านถือธุดงค์ข้อที่ฉันอาหารเท่าที่บิณฑบาตมาได้เท่านั้น หมู่พระก็จะไม่แจกอาหารใสในบาตรของท่านองค์นั้น

๑๓. การขบฉันอาหาร องค์ท่านจะฉันรวมกันในบาตร ทั้งอาหารหวานคาว ไม่ใช้ช้อน ฉันด้วยอาการสำรวม สำหรับโอวัลตินที่ชง จะใส่ไว้ในแก้วที่ไม่ใหญ่มากนัก ใส่พอครึ่งแก้วมีฝาปิดไว้ พอฉันอาหารอิ่มพอประมาณ องค์ท่านจะดื่มโอวัลตินตามราวๆ ๓-๔ กลืนเท่านั้น

๑๔. ก่อนลงมือฉันอาหาร พระสงฆ์จะให้พรเป็นพิธีพร้อมกันหลังจากที่องค์ท่านพานำสวดแล้ว และการให้พรนั้นองค์ท่านไม่ได้ประนมมือให้พร

๑๕. ก่อนลงมือฉันอาหาร จะทอดสายตาลงพิจารณาอาหารในบาตรสักครู่ เพื่อพิจารณาว่าอาหารต่างๆนั้นล้วนเกิดมาจากธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ไป ลม ประกอบกันขึ้นมา และพิจารณาว่าอาหารนั้นเมื่อเคี้ยวและกลืนลงไปไม่นาน ก็จักกลายเป็นสิ่งปฏิกูลน่ารังเกียจ การพิจารณาเช่นนี้ ก็เพื่อเป็นอุบายให้เห็นตามความจริง และขบฉันอาหารเพื่อพอประทังชีวิต ไม่ติดในรสชาติของอาหาร ถ้าพระเณรองค์ไหนยังจัดแจงของลงในบาตรของตนยังไม่เสร็จ องค์ท่านจะไม่ลงมือฉันก่อน ขณะฉันองค์ท่านจะไม่กล่าวไม่พูดอันใดขึ้นมา ถ้าหากจำเป็นต้องพูดจริงๆ องค์ท่านจะกลืนคำข้าวก่อนแล้วจึงพูด

๑๖. การฉันอาหารในวัด พระสงฆ์จะช่วยกันแจกอาหารที่ได้มาจากการบิณฑบาต และแบ่งจัดสรรอาหารลงในบาตรขององค์อื่นๆอย่างเท่าเทียมกัน การฉันอาหารจะไม่ฉันอิ่มเกินไป ไม่ฉันจุบจิบ ไม่ฉันเสียงดัง

๑๗. เมื่อองค์หลวงปู่ฉันเสร็จแล้ว ถ้าหากองค์ท่านจะเข้าส้วม พระสงฆ์จะต้องเตรียมน้ำใส่แก้วไว้ให้ก่อน พร้อมกับยื่นถวายองค์ท่านด้วยทั้ง ๒ มือด้วยอาการเคารพ เมื่อองค์ท่านทำธุระเสร็จ ก็จะเข้ากุฏิเพื่อภาวนาเฉพาะองค์ท่าน ส่วนพระสงฆ์องค์อื่นๆ ก็ช่วยกันปัดกวาดศาลาและรีบล้างบาตร เช็ดบาตร และรีบกลับเข้ากุฏิของแต่ละองค์ เพื่อเดินจงกรมภาวนา ซึ่งถือเป็นงานสำคัญของพระธุดงคกรรมฐาน

๑๘. เวลาประมาณ ๑๓ น. องค์ท่านจะลงจากกุฏิเพื่อเปลี่ยนอิริยาบถ

๑๙. เวลาประมาณบ่าย ๔ โมงเย็น พระสงฆ์จะช่วยกันกวาดลานวัดพร้อมกัน เว้นแต่องค์ไหนป่วยหรือเป็นไข้ หรือมีกิจจำเป็นอย่างอื่น เมื่อกวาดเสร็จก็จะช่วยกันหาบน้ำฉันน้ำใช้ ให้เต็มตุ่มเต็มไห ให้ครบทั้งสำนัก ซึ่งปกติจะตกราวๆประมาณวันละ ๔๐ ปี๊บ (ถ้าวันไหนมีแขกหรือเป็นวันซักผ้า วันย้อมผ้า ก็อาจจะต้องตักมากกว่านั้น)

๒๐. เมื่อเสร็จจากการกวาดเก็บในวัดแล้ว พระเณรก็จะพร้อมใจกันไปช่วยสรงน้ำองค์หลวงปู่ เพราะถือเป็นข้อปฏิบัติอย่างหนึ่งของพระสายธุดงคกรรมฐาน ด้วยเหตุเพื่อแสดงถึงอาจาริยวัตร และประกอบกับด้วยอายุขององค์ท่าน ซึ่งอยู่ในวัยชราภาพ

๒๑. เมื่อสรงน้ำองค์ท่านเสร็จ แต่ละองค์จะกลับไปสรงน้ำที่กุฏิตนเองไม่รวมกันสรงน้ำที่บ่อน้ำ

๒๒. ข้อวัตรที่ทำถวายองค์ท่านนั้น ไม่ให้เปลี่ยนกันทำ ใครเคยทำแผนกไหนก็ต้องทำแผนกนั้นเป็นประจำ ไม่ก้าวก่ายกัน ส่วนข้อวัตรรวมอื่นๆเป็นอีกอย่าง อันนั้นพระสงฆ์ทั้งสำนักต้องช่วยกันทำ

๒๓. การประชุมกันของพระสงฆ์ที่กุฏิองค์หลวงปู่ องค์ท่านจะเป็นผู้นัด โดยไม่ได้กำหนดกฎเกณฑ์อะไร เมื่อมีหมู่พระสงฆ์มาพร้อมเพรียงกัน องค์ท่านก็จะเทศน์เลย และส่วนมากจะเป็นการถามตอบกันในเรื่องด้านการภาวนา

๒๔. กิจกรรมที่พระสงฆ์ทุกองค์ทำเป็นปรกติ คือ หลังสรงน้ำจะเดินจงกรมจนถึงเวลาประมาณ ๑ ทุ่ม จะเริ่มทยอยกันไปที่กุฏิองค์ท่าน เมื่อพระมาพร้อมเพรียงกัน ก็จะเริ่มประชุมจนถึงเวลาประมาณ ๔ ทุ่มการขึ้นไปประชุมที่กุฏิองค์ท่าน เมื่อพระสงฆ์ขึ้นไปถึงบนกุฏิองค์ท่านแล้ว ก็จะก้มลงกราบ แล้วนั่งพับเพียบเรียบร้อยสงบอยู่ของแต่ละองค์ ไม่พูดคุยจอแจกัน

๒๕. การเทศน์องค์ท่าน จะเทศน์ตามอิสระขององค์ท่าน เช่น เทศน์เรื่องทาน ศีล ภาวนา หลวงปู่มั่นเทศน์จากต่ำไปหาสูง เทศน์จากสูงลงมาหาต่ำ สลับไปสลับมา เทศน์ในเรื่องของสมาธิ ถ้าติดอยู่ในสมาธิเลยสอนให้วิจารณ์ ถ้าวิจารณ์มันจะฟุ้งซ่านมาก ก็สอนให้สงบในสมาธิ พลิกไปพลิกมา สาวไปสาวมา คล้ายการชกของนักมวย ที่มีการถอยออกถอยเข้าอยู่อย่างนั้น หลังจากองค์ท่านจบการเทศนา พระสงฆ์ก็จะช่วยกันนวดเส้นถวายองค์ท่าน แล้วแยกย้ายกันกลับกุฏิของแต่ละองค์ เพื่อทำความเพียรต่อ

๒๖. การรับแขกขององค์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ในการปฏิสันถารประจำวันจะไม่แน่นอน เช่นหลังออกจากุฏิองค์ท่านจะรับแขกประมาณ ๕ นาที แล้วรีบลงเดินจงกรม หรือหลังจากฉันเช้า ถ้าองค์ท่านออกจากห้องน้ำแล้วก็จะรับแขกที่กุฏิ ใช้เวลาไม่เกิน ๑๐ นาที ส่วนการรับแขกตอนบ่าย ๓ นั้นองค์ท่านจะใช้เวลาไม่เกิน ๒๐ นาที เพราะองค์ท่านเน้นให้พระสงฆ์ปฏิบัติภาวนา ประกอบกับอุปนิสัยขององค์ท่าน ที่รักสันโดษไม่ชอบระคนด้วยผู้คน

ภาพหอฉัน ณ วัดป่าหนองผือนาใน จ.สกลนคร

ข้อวัตรรวมหรือขันธวัตร ๑๔ ของพระเณร ในยุควัดป่าบ้านหนองผือนาใน อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร

๑. การประชุมกันของพระสงฆ์ในสำนัก องค์หลวงปู่มั่นท่านจะนัดประชุมเอง  ในช่วงปีแรกๆ (ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๘๘) ก็จะประมาณ ๒-๓ วันครั้ง ปีต่อมาก็ประมาณ ๕-๗ วันต่อครั้งบ้าง ช่วงปีหลังๆองค์ท่านชราภาพไปมาก ท่านพระอาจารย์มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ซึ่งเป็นพระเถระผู้มีพรรษามากที่สุดรองจากองค์หลวงปู่มั่นในขณะนั้น องค์ท่านก็จะบอกว่าให้ประชุมห่างออกราวๆ ๑๐ วันครั้ง หรือ ๑๕ วันครั้งเป็นต้น เพื่อจะไม่ได้รบกวนธาตุขันธ์ขององค์ท่านมากจนเกินไป

๒. พระสงฆ์รูปไหน ที่จะเข้าไปศึกษาอยู่กับองค์ท่าน หากพระภิกษุรูปไหนจะเข้าไปศึกษา องค์ท่านจะเป็นผู้พิจารณาเอง หากไม่น่ารับก็ไม่รับไว้ แม้จะมีกุฏิว่างก็ตาม หรือหากแม้องค์ท่านรับไว้ศึกษาปฏิบัติแล้ว หากมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม องค์ท่านก็ไล่ออกจากวัดเลยในวันนั้นก็มี

๓. ในวันพระใหญ่ที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น วันวิสาขบูชา วันมาฆบูชา หรือวันสารท หรือวันพระใหญ่อื่นๆที่สำคัญๆ องค์ท่านก็จะพาพุทธบริษัทสี่ในสังคมนั้นๆปฏิบัติตามประเพณี

๔. การสวดมนต์เช้า-เย็น องค์ท่านให้สวดเอง ที่กุฏิของแต่ละองค์ โดยไม่ให้สวดเสียงดังกระเทือนกัน จะสวดน้อยสวดมากแล้วแต่อิสระของแต่ละคนแต่ละท่าน แต่สำหรับองค์ท่านนั้นปรารภว่าให้เน้นการภาวนาเดินจงกรมเป็นหลัก ส่วนในวันวิสาขบูชา วันมาฆบูชา องค์ท่านจะนัดพระสงฆ์ในสำนักมาสวดพร้อมกันกับญาติโยม ส่วนวันเข้าพรรษา-ออกพรรษา วันลงอุโบสถ จะสวดรวมกันเฉพาะพระสงฆ์เท่านั้นไม่รวมญาติโยม

๕. การสร้างเสนาสนะในสำนัก ในยุควัดป่าบ้านหนองผือนาใน องค์ท่านจะไม่ชอบให้ก่อสร้างหรูหรา ทำพอได้พักอาศัย กุฏิที่สร้างจะมีขนาดเล็ก มุงด้วยฟาก ส่วนขนาดของศาลาหอฉัน ขนาดจะกว้าง ๖ เมตร ยาว ๘ เมตร มีกุฏิไม่กี่หลังที่ทำจากไม้ แต่ก็ทำแบบไม่หรูหรา เช่นกุฏิองค์หลวงปู่ กุฏิหลวงตามหาบัว กุฏิท่านอาจารย์วัน เป็นต้น ที่เหลือนอกนั้น จะเป็นกุฏิมุงด้วยฟาก และฝาแถบทำด้วยใบตองกุง ซึ่งเป็นใบไม้ป่าชนิดหนึ่ง ใบจะมีขนาดใหญ่คล้ายใบต้นสัก นำมาวางเรียงซ้อนกันทับเป็นฝากุฏิได้ดี

๕. งานประจำปีที่พระเณรต้องทำช่วยกันทำ คือ ทุกเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี จะช่วยกันซ่อมแซมกุฏิ ศาลา หาหญ้ามาทำฟาก หาฟืนมาไว้ในโรงต้ม เป็นต้น

๖. การทำงานร่วมกันของหมู่พระสงฆ์ ห้ามทำด้วยเสียงอึกทึก รีบทำรีบเสร็จ ส่วนวัสดุสิ่งของที่ใช้แล้วหรืองานที่ทำยังไม่เสร็จ หรือทำเสร็จแล้ว ให้รีบเก็บเข้าที่ให้เป็นที่เป็นทาง ไม่เช่นนั้นองค์ท่านจะเก็บเอามาเทศน์ในวันถัดไป

๗. การรักษาความสะอาดของเสนาสนะ กุฏิ ศาลา โรงฉัน โรงต้ม และทุกๆที่ภายในวัด ห้องน้ำ ห้องส้วม องค์ท่านเน้นมากทั้งความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อย

๘. การรักษาความสงบสงัดในวัด องค์ท่านเน้นมาก ไม่ให้ทำงานหรือทำเสียงอึกทึกครึกโครม ไม่ให้เกลื่อนกล่นระคนกันหรือนั่งพูดคุยกันในเรื่องทางโลก หากองค์ท่านได้ยินพระองค์ไหนพูดเรื่องสิกขาลาเพศ องค์ท่านจะไล่หนีจากสำนักเลยทันที

๙. การอยู่ด้วยกันของหมู่พระเณร ให้อยู่กันด้วยความสามัคคีปรองดอง พร้อมเพรียงกัน หากมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งไม่ลงรอยกัน ก็ต้องรีบพูดจากันให้ลงตัว ไม่ให้กระทบกระเทือนถึงองค์ท่าน

๑๐. การช่วยกันทำงานร่วมกันของหมู่พระเณร (เรียกขันธวัตร ๑๔ ) เช่น อาคันตุกวัตร อาวาสิกวัตร เสนาสนะวัตร วัจจกุฎีวัตร อาจาริยวัตร เป็นต้น เหล่านี้องค์ท่านได้กำชับให้หมู่พระเณรทำช่วยกันด้วยความพร้อมเพรียงและสงบสงัด รีบทำรีบเสร็จ แล้วรีบไปเดินจงกรมภาวนา

การถือธุดงควัตรขององค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺตมหาเถระ

ธุดงควัตรถือเป็นข้อปฏิบัติที่เคร่งครัดสำหรับพระสงฆ์ ที่พระบรมศาสดาทรงบัญญัติเพิ่มเติมขึ้นมาอีกลำดับหนึ่งจากพระวินัย ๒๒๗ ข้อ เพื่อว่าจะได้ใช้ขัดเกลากิเลสของพระสงฆ์ ทำให้พระสงฆ์เกิดความมักน้อยสันโดษ พอใจในสิ่งที่ตนเองมีตนเองได้ ไม่แสวงหาลาภยศ ไม่เป็นกังวลกับทรัพย์สินเครื่องอยู่อาศัยภายนอก ไปง่ายมาง่าย แต่การถือธุดงค์นั้นองค์ท่านมิได้บังคับว่าองค์ไหนจะถือหรือไม่ถือธุดงค์ และจะถือกี่ข้อก็ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของพระแต่ละองค์ เพราะธุดงควัตรแต่ละข้อ จะมีผลเพื่อลดกิเลสได้แตกต่างกัน

องค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ถือได้ว่าเป็นพระปรมาจารย์ใหญ่สายกรรมฐาน ที่เคร่งครัดในพระวินัยและในธุดงควัตรเป็นอย่างมาก อันเป็นที่รู้จักกันดีในวงพระสายวิปัสสนากรรมฐาน สำหรับองค์ท่านแล้วเป็นผู้พาดำเนินถือธุดงควัตร ๑๓ ข้อได้อย่างน่าเลื่อมใสเป็นที่สุด ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า องค์ท่านสมาทานถือธุดงควัตรที่สำคัญเฉพาะองค์ท่านประมาณ ๕- ๖ ข้อ และก็ถือปฏิบัติได้ตลอดชีวิตขององค์ท่านเลย อันได้แก่

. การอาศัยอยู่ในป่า อาศัยใต้โคนต้นไม้ ตามถ้ำภูเขา เงื้อมผา เป็นวัตร

การถือธุดงควัตรข้อนี้ขององค์ท่าน จะเห็นได้ชัดเจนมาก ซึ่งเห็นได้จากการที่องค์ท่านไม่อยู่เป็นหลักแหล่ง แต่จะจาริกไปตามภูเขาลำเนาไพร ตั้งแต่เริ่มออกบวช จวบจนวาระสุดท้ายขององค์ท่าน องค์ท่านจะจาริกไปทั้งทางภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคเหนือของไทย นอกจากนั้นองค์ท่านยังจาริกธุดงค์ไปยังแถวประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง เช่น แถบริมฝั่งแม่น้ำโขงประเทศลาว พม่า และองค์ท่านไปที่ไหนจะไม่มีการสร้างวัดหรือถาวรวัตถุเลย แต่บางสถานที่องค์ท่านกลับพาคณะศิษยานุศิษย์ร่วมกันปฏิสังขรณ์สิ่งโบราณสถานอันชำรุดทรุดโทรม ให้กลับมาเป็นที่เคารพกราบไหว้ แด่อนุชนรุ่นหลังได้เป็นอย่างดี ดังเช่นการปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุพนม อ.ธาตุพนม จ.นครพนม เป็นต้น ซึ่งในขณะนั้นองค์ท่านได้ร่วมกับองค์หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล เพื่อพาคณะศิษยานุศิษย์ได้ช่วยกันซ่อมแซม

. การถือบิณฑบาตเป็นวัตร

ธุดงควัตรข้อนี้ องค์ท่านถืออย่างเข้มงวดมาก แม้ในวัยชราภาพหรือเจ็บป่วยไม่มากก็จะพยายามออกบิณฑบาตเลี้ยงชีพ ดังจะเห็นได้ว่าแม้สังขารองค์ท่านจะชราภาพมาก องค์ท่านยังพยายามออกบิณฑบาต โดยย่นย่อเข้ามาเรื่อยๆ ตั้งแต่เข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน แถวเขตบ้าน หน้าวัด และย่นย่อเข้ามาหน้าศาลาโรงฉัน จนกระทั่งตั้งบาตรบนศาลา แล้วให้ญาติโยมมาใส่ในบาตรองค์ท่าน สิ่งเหล่านี้เป็นการแสดงออกถึงจริยวัตรอันงดงามขององค์ท่าน ให้พระลูกพระหลานได้ถือเป็นตัวอย่าง

. การฉันในบาตรเป็นวัตร

การฉันอาหาร องค์ท่านจะเทอาหารหวานคาวรวมกันลงในบาตร ซึ่งถือว่าเป็นการฉันในบาตรแบบอุกฤษฏ์ที่สุดโดยพิจารณาอาหารให้เป็นสิ่งปฏิกูล ไม่ติดในรสชาติของอาหาร และการฉันก็จะฉันพอประมาณ ไม่ฉันจนอิ่มจนเกินไป ส่วนนมหรือโอวัลติน องค์ท่านจะฉันตามหลังตอนฉันอาหารแล้ว และจะฉันโอวัลตินตาม แค่ ๒-๓ กลืนเท่านั้น

. ฉันอาหารมื้อเดียวเป็นวัตร

ข้อนี้ถือว่าพระธุดงคกรรมฐานทุกองค์ ต้องกระทำให้ได้ แม้เวลาออกจาริกธุดงค์เดินป่าเดินเขา ไม่มีอาหารให้ฉัน ก็ต้องอดมื้อกินมื้อ และอดทนต่อความอดอยาก เมื่อมีอาหารฉันองค์ท่านก็จะฉันแต่พออิ่มไม่ได้ฉันจนเกินเลย นอกจากนี้ถ้าจะถือเคร่งเข้าไปมากกว่านั้น คือการฉันอาสนะเดียว นั่นคือเมื่อเริ่มลงมือฉันแล้ว หากมีเหตุให้ต้องลุกออกจากอาสนะ องค์ท่านก็จะลุกออกไปเลย แม้จะฉันอิ่มหรือไม่ก็ตาม ก็จะไม่กลับมานั่งฉันอีก

. ถือผ้าบังสุกุลจีวรเป็นวัตร

การถือธุดงควัตรข้อนี้ องค์ท่านจะใช้ผ้าที่เขาใช้ห่อศพแล้วเขาทิ้งแล้ว แล้วนำมาซักและย้อมด้วยน้ำแก่นขนุน องค์ท่านมักจะไม่รับผ้าจีวรที่คนอื่นตัดมาถวาย และมักจะใช้ผ้าจีวรอย่างคุ้มค่า ใช้จนเก่า หากมีรอยขาดองค์ท่านก็จะทำการปะ ชุน เย็บซ่อมแซม ด้วยองค์ท่านเอง

. เมื่อเข้าในเขตวัดแล้วไม่รับอาหารที่ตามมาใส่บาตรเป็นวัตร

การถือธุดงควัตรข้อนี้ เพื่อว่าพระสงฆ์จะได้พอใจในลาภภัตตาหารเฉพาะที่บิณฑบาตมาได้ด้วยตนเองเท่านั้น จะได้มากได้น้อยก็พอใจเท่าที่ตนเองบิณฑบาตมาได้ ซึ่งจะช่วยขจัดกิเลสตัวโลภมากออกไปได้ง่ายขึ้น

ในส่วนข้อธุดงค์อื่นๆนั้นองค์ท่านให้เลือกปฏิบัติเอาเองตามแต่ความสมัครใจของพระแต่ละองค์ที่จะเลือกปฏิบัติเอาตามจริตนิสัยของตนเองเพื่อดัดนิสัยของตนให้เป็นผู้มีกิเลสที่เบาบางลง

ข้อถือปฏิบัติอื่นๆที่องค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโตพาดำเนิน

๑. การรับพระสงฆ์ที่จะเข้ามาศึกษาเรื่องวิปัสสนากรรมฐานกับองค์ท่านนั้น ต้องเป็นผู้เอาจริงเอาจัง ไม่ทำเล่น ต้องเก่งทั้งข้อวัตรภายนอก (ทำกิจการงานเก่ง ขยัน) และทั้งข้อวัตรภายใน (การปฏิบัติภาวนา) หากองค์ท่านสอบถามเรื่องการปฏิบัติภาวนาแล้วไม่ได้เรื่อง องค์ท่านต้องเข่นเป็นอย่างมาก หากเหลือวิสัยองค์ท่านก็ไล่หนีจากสำนัก

๒. ในวัดยุคหนองผือนาใน องค์ท่านไม่รับแม่ชี แม่ขาว (ผู้หญิงที่นุ่งห่มชุดขาว หรือเสื้อขาวผ้าถุงดำ แต่ไม่โกนผม) ไว้ศึกษา หรือพำนักปะปนอยู่ภายในวัดเป็นอันขาด หากบุคคลเหล่านี้ มีข้อสงสัยในการปฏิบัติภาวนา องค์ท่านก็จะอนุญาตให้มากราบเรียนถามองค์ท่านได้ตามเวลาที่กำหนดเท่านั้น

๓. องค์หลวงปู่มั่น ไม่รับบวชพระให้ใคร และไม่รับพระสงฆ์ที่บวชเพื่อแก้บนหรือลาราชการมาบวชไว้ในสำนัก เพราะองค์ท่านต้องการอบรมสั่งสอนเฉพาะผู้ปรารถนาที่จะบวชเพื่อปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์อย่างเดียวเท่านั้น การบวชด้วยเหตุผลอื่นๆองค์ท่านไม่รับไว้ในสำนัก

๔. หากเป็นนาคหรือผู้เป็นผ้าขาวที่ถือศีล ๘ ก่อนจะบวช และต้องการมาศึกษาอยู่กับองค์ท่านตอนก่อนจะบวชเป็นพระนั้น องค์ท่านจะให้อยู่ถือศีล ๘ และดูอุปนิสัยใจคอก่อน อย่างน้อยเป็นระยะเวลาประมาณ ๓-๖ เดือนเป็นอย่างน้อย ถ้าดูหรือพิจารณาแล้วองค์ท่านจะเอ่ยปากอนุญาตรับเอง (แต่องค์ท่านก็ไม่ได้เป็นผู้บวชให้ ให้ไปบวชที่อื่นแล้วค่อยมาอยู่ศึกษากับองค์ท่าน)

๕. ในสำนัก องค์ท่านจะไม่อนุญาตให้ผ้าขาวชาย-หญิง (อุบาสก อุบาสิกา ที่รักษาถือศีล ๘) หรือแขกที่ติดตามมากับพระต่างถิ่นนอนพักค้างคืนในวัด เว้นไว้แต่บางกรณี เช่น พระองค์นั้นรอนแรมมาไกลและใกล้ค่ำ องค์ท่านก็จะอนุญาตให้ค้างสักคืนอย่างฝืดๆ พอเช้ามาเมื่อฉันเช้าและเสร็จธุระแล้ว ก็ต้องรีบออกจากสำนักไป

๖. เรื่องการรับกฐินหลังออกพรรษา ช่วงที่องค์ท่านพำนักที่สำนักบ้านหนองผือนาใน จะไม่มีการรับกฐิน หากศรัทธาญาติโยมมีน้ำใจศรัทธานำมาถวาย ก็จะรับให้พอเป็นพิธี มิให้เสียน้ำใจ แต่การทำพิธีรับกฐิน กรานกฐิน หรือฉลองกฐินจะไม่มี ส่วนการแจกซองขาวเรี่ยไร หรือตู้รับบริจาค การบอกหวย สะเดาะเคราะห์ ถือฤกษ์งามยามดี ไม่มีในปฏิปทาขององค์ท่านเลย

๗. การบอกบุญเรี่ยไร หารายได้เข้าวัด ไม่มีทั้งทางตรงและทางอ้อม ในปฏิปทาขององค์ท่าน พิธีบวชพระแกะหูแกะตาเบิกเนตรพระ องค์ท่านว่ามันเป็นบาปหนัก “จะไปบวชให้ท่านทำไมในเมื่อพระพุทธองค์ท่านทรงบวชก่อนเราอีก” องค์ท่านว่า

๘. พืชผักผลไม้ เช่น กล้วย มะละกอ ในสำนักขององค์ท่านไม่มีปฏิปทานำมาขาย ทั้งทางตรงและทางอ้อม หากญาติโยมอยากได้ ก็ให้มาขอไปกินได้ แต่ขอไปขายองค์ท่านไม่อนุญาต

๙. เรื่องการเจ็บป่วยอาพาธและมรณภาพของพระสงฆ์ในสำนัก องค์ท่านจะให้พระสงฆ์รูปนั้นๆพิจารณาอาการอาพาธนั้น ด้วยความอดทน หากจะเรียกว่าฝืนก็ไม่ผิด เรียกรักษาด้วยธรรมโอสถก็ไม่ผิด เพราะเป็นการทดสอบความอดทนทั้งทางกายและทางใจของพระธุดงคกรรมฐานได้เป็นอย่างดี ส่วนถ้ามีการมรณภาพของพระสงฆ์ภายในสำนัก การเผาศพของพระสงฆ์ในวัดนั้น องค์ท่านจะไม่ให้เก็บไว้นานเกิน ๑ วัน ดังมีตัวอย่างที่มีพระรูปหนึ่งมรณภาพช่วงในพรรษาตอนกลางคืน พอเช้ามาฉันเช้าเสร็จ องค์ท่านก็ให้จัดการเผาในวัดในวันนั้นเลย ด้วยว่าองค์ท่านปรารภว่า ไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะเก็บไว้นาน ขนาดพระพุทธองค์ก็ยังทรงเก็บไว้แค่เพียง ๗ วัน

๑๐. รูปหรือกระดาษที่มีรูปของพระพุทธเจ้า องค์ท่านจะให้ความเคารพมาก จะเก็บไว้บนที่สูง ไม่เหยียบย่ำทำลาย ถ้าเห็นตกหล่นอยู่ตามพื้น องค์ท่านก็จะเก็บทันที

๑๑. กระดาษหรือหนังสือพิมพ์ ถ้าองค์ท่านเห็นตกหล่นอยู่ตามพื้น องค์ท่านจะเก็บเสมอ พร้อมกับปรารภว่า กระดาษทุกชนิด สามารถจารึกภาษาของคำสอนของทุกศาสนาได้ ไม่ควรจะทิ้งขว้างไม่เป็นที่เป็นทาง

๑๒. รูปภาพที่มีผู้หญิง องค์ท่านจะไม่ให้แขวนไว้ในที่สูง และไม่อนุญาตให้แขวนหรือวางไว้เสมอระดับเดียวกันหรือสูงกว่ารูปพระสงฆ์เป็นอันขาด

๑๓. หากจำเป็นที่จะมีการพิมพ์หนังสือธรรมะ องค์ท่านจะย้ำเสมอว่า ไม่ควรที่จะใส่รูปโยมผู้หญิงเข้าไปในหนังสือธรรมะนั้น เพราะเวลาเก็บเวลาวาง ก็จะเก็บจะวางยาก เพราะการเก็บหนังสือธรรมะต้องเก็บไว้บนที่สูง

๑๔. หนังสือธรรมะทุกเล่ม องค์ท่านให้ความเคารพมาก ห้ามวางเรี่ยราด ให้เก็บบนที่สูง

๑๕. ปฏิปทาในองค์ท่านที่เน้นหนักอีกข้อ คือ การไม่ถือไสยศาสตร์ ไม่ถือฤกษ์งามยามดี องค์ท่านสอนเสมอว่า ทำดีตอนไหนก็ได้ผลดีตอนนั้น ทำชั่วตอนไหนก็ได้รับผลชั่วตอนนั้นๆ ไม่มีการสะเดาะเคราะห์ ไม่มีเครื่องรางของขลัง ไม่มีตะกรุดพิสมร ไม่มีการซื้อขายวัตถุมงคล ทั้งนัยตรงและนัยอ้อม สิ่งที่องค์ท่านพออนุโลมให้กับชาวบ้านอย่างฝืดๆ ก็คือ น้ำมนต์ โดยก่อนให้น้ำมนต์ องค์ท่านจะมีอุบายเทศน์เสียก่อนองค์ท่านจึงจะเอาน้ำมนต์ให้เขา  “ลูกๆหลานๆ...หากจิตใจลูกๆ หลานๆ ไม่ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์แล้ว จะมารดน้ำภายนอก มันก็เป็นไปไม่ได้ลูกๆ หลานๆเอ๋ย น้ำอันนี้เป็นน้ำขอเชื้อเชิญให้ลูกๆ หลานๆเข้าถึงพุทธ ธรรม สงฆ์ อย่าถือว่าน้ำอันนี้เป็นของขลัง จะขลังหรือไม่ขลัง ก็ขึ้นอยู่กับความประพฤติของพวกลูกๆ หลานๆนั่นเอง” องค์ท่านจะสอนไปอย่างนั้น

๑๖. โยมขององค์ท่าน เขามาวัด เขามาแบบเงียบสงัด เขาไม่ได้คุยกันเหมือนพวกเรานี่ และเขาก็ไม่ได้ตั้งใจว่า จะมารับอาหารในวัด ถ้าพวกโยมมา อาหารของพระที่จัดไว้ให้ เขาจะเอาไปรับประทานที่กระท่อมเล็กๆของเขาต่างหาก เขาไม่มารับประทานในศาลาที่พระฉันอยู่ และทำอย่างเงียบที่สุด ข้อวัตรอันนี้เป็นข้อวัตรสำคัญที่สุด เพราะรักสงบ คนมาต่างทิศพอมาถึง เช่น เขามานอนค้างคืนทำบุญอย่างนี้ เขาก็จะไปนอนที่ไหนไม่ทราบ เขาไม่มายุ่งในวัด พอตื่นเช้ามาเขาค่อยมาใส่บาตรพระ หรือมีอาหารอะไรเขาก็เอามาถวาย มีสิ่งที่จะบังสุกุลเขาก็เอามา

๑๗. หลวงปู่มั่น ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติภาวนา(วิปัสสนาธุระ) มากกว่าด้านการปกครอง(คันถธุระ) ถึงกระนั้นในชีวิตสมณเพศขององค์ท่าน ครั้งหนึ่งก็เคยได้รับการแต่งตั้งเป็นพระครูวินัยธร (ปี พ.ศ. ๒๔๗๕) โดยรับตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ และที่นั่นก็เป็นที่เดียวที่องค์ท่านรับตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส และรับเป็นเพียงปีเดียว หลังจากนั้นองค์ท่านก็ลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาส และจาริกธุดงค์เข้าป่าเพื่อแสวงหาการปฏิบัติภาวนา

๑๘. ตลอดชีวิตสมณเพศขององค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต องค์ท่านจะเน้นความสงัดวิเวก เน้นการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เพื่อละกิเลสออกจากใจ เพื่อเป็นผู้หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งหลาย องค์ท่านถือได้ว่าเป็นผู้นำด้านปฏิบัติได้อย่างยิ่งยวด องค์ท่านออกบวชมาเพื่อปฏิบัติชำระกิเลสในใจตนเองจนหมดสิ้น ไม่สนใจในลาภ ยศ สรรเสริญ องค์ท่านเป็นทั้งครูทั้งอาจารย์ เป็นทั้งพ่อ เป็นทั้งแม่ในคราวเดียวกันในวงศ์ของพระสายธุดงคกรรมฐานจึงเรียกขนานนามในองค์ท่านว่า “พ่อแม่ครูอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺตมหาเถระ” และเมื่อองค์ท่านเสร็จสิ้นภารกิจในใจของตนเองแล้ว ก็ได้ทำหน้าที่เป็นครู เป็นผู้นำสั่งสอนคณะศิษยานุศิษย์โดยเฉพาะพระสงฆ์สามเณร ให้ปฏิบัติได้ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ทำให้องค์ท่านมีคณะศิษยานุศิษย์มากมาย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นพระมหาเถระฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน ผู้เป็นดั่งเนื้อนาบุญโดยแท้ ให้กับดินแดนสุวรรณภูมิแห่งนี้ แม้กาลเวลาจะล่วงเลยผ่านมาเกือบ ๗ ทศวรรษแล้ว ชื่อเสียงและเกียรติคุณและคุณงามความดีขององค์ท่าน ยังคงตราตรึงอยู่ในหัวใจของคนไทยชาวพุทธทุกหมู่เหล่าอย่างไม่มีวันจืดจางและจะยังคงเป็นเช่นนี้สืบไป...

แหล่งอ้างอิง

๑. จากหนังสือชีวประวัติหลวงปู่หล้า เขมปตฺโต วัดภูจ้อก้อ อ.หนองสูง จ.มุกดาหาร
๒. ถอดจากกัณฑ์เทศน์หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต (พระอุปัฎฐากในองค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) ชื่อกัณฑ์
- “ปฏิปทาที่ไม่จืดจาง” วันที่ ๘ มิ.ย. ๒๕๒๔
- “อบรมข้อวัตรปฏิบัติ” วันที่ ๑๓ พ.ค. ๒๕๒๕
- “ข้อวัตรหลวงปู่มั่น” วันที่ ๑ ธ.ค. ๒๕๒๔ และวันที่ ๙ พ.ย. ๒๕๒๖
- “ข้อวัตรหลวงปู่มั่น” วันที่ ๒๑ ก.ค. ๒๕๒๘
- “อริยวัตรยุคบ้านหนองผือ” วันที่ ๑๘ ม.ค. ๒๕๓๐
- “เล่าถึงสมัยอยู่กับหลวงปู่มั่น” วันที่ ๒๒ ธ.ค. ๒๕๓๒
- “เล่าถึงสมัยอยู่กับหลวงปู่มั่น” วันที่ ๒๕ พ.ย. ๒๕๓๖